

ถึงตอนนี้ใครจะจัดให้เป็นคนกลุ่ม "โรแมนติกไม่เลือกที่" ก็ขอน้อมรับโดยดีแล้ว เพราะประสบการณ์ในทุกๆ การเดินทางของฉัน มักสร้างความสุขเล็กๆ เสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน...
ละอองฝนบางๆ ห่มคลุมผืนป่าจนมองเห็นทุกอย่างข้างหน้าเป็นสีขาวโพลนไปหมด ต่อเมื่อฝนหยดสุดท้ายทิ้งช่วงไป ป่าผืนเก่าก็กลับมาสดใสด้วยสีชมพูของดอกไม้ที่บานสะพรั่ง
ไม่มีใครเอาพู่กันไปเติมแต่งทั้งนั้น แต่เป็นการแบ่งปันความงดงามจากธรรมชาติ ธรรมชาติที่เป็นนักสร้างความสุขตัวจริง
ทุ่งดอกกระเจียว เป็นจุดหมายในฤดูฝนที่หลายคนลงความเห็นแล้วว่า "ต้องไป" ไม่ใช่เพราะไม่เคยเห็นดอกกระเจียวมาก่อนเลยในชีวิต แต่กระเจียวป่าที่ต้องลุ้นว่า ไปถึงแล้วจะได้เห็นดอกบานๆ มั้ยนี่แหละ คือความสนุกของการเดินทาง
ฉันตกปากรับคำเพื่อนสาวร่วมสถาบันเพื่อร่วมเดินทางไปเยือน อุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ ในวันที่เมฆฝนทำท่าจะกลืนกินกรุงเทพมหานคร ความที่มันกระหน่ำเทลงมาต่อเนื่องยาวนานหลายวัน และกระจายกำลังตกชุกไปทั่วทุกภูมิภาค ทำให้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ไปชัยภูมิคราวนี้จะมีโอกาสได้ยลโฉมดอกกระเจียวสีชมพูในแบบที่สวยงามสมบูรณ์หรือไม่
แต่...ในที่สุดฉันก็ไป
อุทยานแห่งชาติไทรทอง ตั้งอยู่ที่บ้านวังน้ำเขียว ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ได้รับประกาศจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2535 คล้ายหญิงสาววัย 18 ปี ที่เสน่ห์พราวจนหนุ่มๆ รุมจีบ อุทยานแห่งชาติไทรทองวันนี้มีอายุเกือบ 18 ปีเต็มแล้วเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงพากันมาดอมดมกลิ่นหอมๆ ของดอกไม้ป่าที่มีชื่อว่า "กระเจียว"
"จริงๆ มันมีหลายชื่อหลายสายพันธุ์ อย่างกระเจียวสีชมพูพบมากที่สุด ชื่อทางการเขาเรียกว่า ดอกบัวสวรรค์ แต่ที่เอากระเจียวป่าไปผสมข้ามสายพันธุ์และได้กระเจียวพันธุ์ใหม่ขึ้นมานั้น เรียกว่า ประทุมมา ไม่เหมือนกระเจียวป่าแบบนี้ ในอีสานมีดอกกระเจียวขึ้นทั่วไป แต่ที่เยอะที่สุดจะอยู่ในชัยภูมิ มีสีชมพู สีแดง สีขาว อย่างสีขาวเรียกว่า ดอกบัวเทพอัปสร ส่วนสีเขียวเราเรียกกระเจียวมรกต อันนี้เป็นตราสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติไทรทองด้วยนะ"
วิโรจน์ ศรีวอคำ เจ้าหน้าที่สื่อความหมาย อุทยานแห่งชาติไทรทอง เล่าพลางพาเราเดินจากบริเวณลานกางเต็นท์หลังสัน (ผาพ่อเมือง) ลงเนินเล็กๆ ไปยังเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติทุ่งดอกกระเจียว
สำหรับเส้นทางเที่ยวชมทุ่งดอกกระเจียวในอุทยานแห่งชาติไทรทองนั้นเป็นทางเดินคล้ายวนรอบ ต้องเลือกเอาว่าจะเดินวนซ้าย หรือวนขวา แต่ไม่ว่าจะวนด้านไหนสุดท้ายก็กลับมา ณ จุดเดิมทั้งนั้น
ฉันยืนดูแผนที่แล้วค่อยๆ คำนวณออกมาเป็นตัวเลข เกือบ 5 กิโลเมตร โอ้ว...ไม่ใช่ใกล้ๆ แล้วสิเนี่ย เหมือนเดาความคิดออก เจ้าหน้าที่คนเดิมดูสีหน้าแล้วก็เอ่ยวาจาให้กำลังใจ

"เดินสบายๆ ครับ ไป-กลับแค่ 2 ชั่วโมงเอง แต่คุ้มนะ ได้ดูครบ 4 ทุ่งเลย ทุ่งสีขาวก็กำลังสวยเชียว"
เชิญชวนขนาดนี้ ใครจะท้อไหว ว่าแล้วก็ค่อยๆ ยกขาก้าวลงไปตามทางเดินที่เป็นแนวหินขรุขระ เพียง 230 เมตร ก็ถึง ผาพ่อเมือง จุดชมวิวบนเทือกเขาพังเหย ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 800-900 เมตร อุณหภูมิอยู่ที่ 3-26 องศาเซลเซียส สามารถมองเห็นภูมิประเทศของชัยภูมิเขตอำเภอภักดีชุมพลได้ชัดเจน ซึ่งชื่ออำเภอนี้มาจากชื่อของ "เจ้าพ่อพญาแล" ผู้สร้างเมืองชัยภูมินั่นเอง
บริเวณนี้มีต้นไม้แปลกๆ อยู่ต้นหนึ่ง วิโรจน์ บอกว่า นี่คือ "ต้นปรง" เป็นพืชดึกดำบรรพ์ที่พบมากในป่าเขตจังหวัดชัยภูมิ ลักษณะลำต้นคล้ายปาล์ม ใบออกเป็นทาง มีดอกสีเหลือง (แต่ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไรนัก) พืชชนิดนี้ทนต่อความแล้งได้ดี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครต่อใครจะเรียกมันว่า "ปรงพันปี" เพราะเป็นพืชที่ตายยาก

เราสืบเท้าต่อไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เลาะหน้าผาพ่อเมืองจนไปถึงจุดที่ผู้คนกำลังรุมล้อมอะไรสักอย่างอยู่ริมหน้าผา
"ไอ้หยา!!" ไม่ใช่ลูกจีนก็ขออุทานออกมาเป็นภาษาไชน่ากันสักหน่อย ก็พ่อเจ้าประคุณเล่นเดินตัวปลิวออกไปยืนท้าแรงโน้มถ่วงโลกอยู่ตรงปลายสุดของชะง่อนหินเล็กๆ ที่ยื่นออกไปจากหน้าผา โดยไม่กลัวว่าจะหล่นลงไปเลย ถูกต้องแล้ว ที่นี่คือ "ผาหำหด" แลนด์มาร์กอีกจุดหนึ่งของอุทยานแห่งชาติไทรทอง ที่ใคร(ผู้ชาย)มาถึงแล้วต้องพากันไปพิสูจน์ว่าจะหดจริงมั้ย
"ภาษาอีสานไม่ถือว่าเป็นคำหยาบคายอะไรนะครับ เพราะผู้ใหญ่จะเรียกเด็กผู้ชายว่า ไอ้หำ แล้วเรียกเด็กผู้หญิงว่า อีนาง ส่วนที่เรียกผานี้ว่าผาหำหด ก็อาจจะเพราะความสูงความเสียวของมันที่เห็นแล้วก็หดนั่นละครับ" เจ้าหน้าที่สื่อความหมาย พยายามอธิบาย
อย่างที่บอกว่า คนอีสานคุ้นชินกับคำนี้ดี แต่สำหรับชาวเหนือตอนล่างอย่างเราแล้ว จะเอ่ยคำนี้แต่ละทีก็เขินๆ ชอบกล

"ผาหำหด" เป็นหินทรายที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 864 เมตร เป็นชะง่อนเล็กๆ ที่ยื่นออกไปนอกแนวเขา ด้านล่างโล่ง ขอบอกว่าโล่งจริงๆ ถ้าใครคิดจะทิ้งดิ่งลงไปจากจุดนี้ มีสิทธิพบยมบาลสถานเดียว ด้วยความเสียวฉันเลยยืนกล้าๆ กลัวอยู่ตรงนั้น
"เพื่อความปลอดภัยควรขึ้นไปนั่งหรือยืนบนแผ่นหินนั้นได้ไม่เกินครั้งละ 3 คน" ป้ายปักเตือนไว้ที่ขอบผา เป็นการย้ำว่า อย่าท้าทายธรรมชาติ เพราะหินทรายที่ยื่นออกไปนั้นมีความยาวแค่ 1.50 เมตร หากฝนตกชุกมากๆ ก็อาจจะกร่อนได้
ละความหวาดเสียวไว้แค่นั้นแล้วฉันก็เดินตามเส้นทางต่อไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณทางแยกซ้าย-ขวา เชื่อตำราผู้หญิงเลี้ยวซ้าย (ตำราเล่มไหนไม่ทราบ?) ฉันเลยก้าวฉับๆ ไปตามทางราบเล็กๆ นั่นทันที
"ดอกกระเจียว เป็นพืชที่ชอบขึ้นในป่าเต็งรัง บริเวณที่มีหญ้าเพ็กปกคลุมดินหนาแน่น" ฉันทำหน้างงกับหญ้าเพ็ก
"หญ้าเพ็ก เป็นพืชตระกูลเดียวกับไผ่ ต้นเล็กๆ ปูดิน แต่ถ้าโตแล้วก็เหมือนไผ่นี่แหละ มาว่าเรื่องดอกกระเจียวต่อ ตอนนี้ดอกกระเจียวเขาเปรียบให้เป็น Tulip of Siam นะ ปีหนึ่งเพาะพันธุ์ส่งออกมากมาย ในอนาคตจะมีการผสมข้ามสายพันธุ์เป็นสีต่างๆ โดยเฉพาะสีชมพู พูดถึงเรื่องสีหลายคนเข้าใจว่า กลีบประดับที่มีสีชมพูคือดอก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ดอกกระเจียวมีสีม่วงขาว จะอยู่ใต้กลีบประดับบนอีกที" เจ้าหน้าที่สื่อความหมายอธิบาย

เราเดินต่อไปเรื่อยๆ เจอดอกอะไรก็ถามเป็นนกแก้วนกขุนทอง นั่นดอกอะไร "เปราะภู" แล้วนั่นล่ะ "เทียนดง" นี่ๆ ดอกนี้ "เอื้องหมายนา" ทางขวาต้นเล็กๆ นั่นล่ะ "ดอกเข้าพรรษา หรือกระเจียวหงส์" กินได้หรือเปล่า "...????..." พี่เจ้าหน้าที่คงปวดหัวกับคนช่างซัก เลยรีบเดินจ้ำอ้าวแบบไม่มีรั้งรอ
และแล้วก็มาถึง ทุ่งบัวสวรรค์ 4 (กระเจียวขาว) จนได้ อยากจะร้องออกมาเป็นภาษาโฆษณา "วะวะวะว้าว" ดอกกระเจียวสีขาวบานเต็มทุ่ง สวยชนิดที่วางตาไม่ลง ฉันก้มลงบันทึกภาพดอกไม้ดินชนิดนี้ช้าๆ เพราะเกรงว่ากลีบบางๆ ของมันจะกระทบหน้ากล้องจนบอบช้ำไป
จริงๆ ด้วยดอกกระเจียวสีม่วงขาวจะซ่อนตัวอยู่ใต้กลีบประดับบนอีกที ...สวยงามจริงๆ
ฝนที่ทิ้งเม็ดไปตอนแรกเริ่มคิดถึงเราอีกคำรบ มันกลับมาสร้างความชุ่มฉ่ำให้เราอีกครา คราวนี้เสื้อกันฝนที่เตรียมมาได้ออกมารับหน้าที่สักที
วิโรจน์ พาเดินฝ่าสายฝนไปหลบอยู่ริมทางเดินที่เป็นแนวหิน บริเวณนี้มีมอสและไลเคนขึ้นอยู่สมบูรณ์มาก แต่ความสนใจของเรากลับอยู่ที่ดอกไม้เล็กๆ บนเนินหินนั้น
"นางสนม" วิโรจน์ บอกชื่อพันธุ์ของดอกไม้เล็กๆ สีชมพูดอกนั้น นอกจากนี้ใกล้ๆ กันยังมี "แววมยุรา" ดอกไม้ป่าสีม่วงสด มองแล้วเพลิดเพลินเจริญใจดีจริงๆ
"อันนี้รู้จักมั้ย ดอกกะทือ" เหมือนรู้ใจว่าเราจะถามอะไร พี่แกชิงตอบเสียก่อน "กินได้ คนอีสานเขาเอาไปจิ้มน้ำพริก" แหมน่าลองจริงๆ เสียดายว่าอยู่ในเขตอุทยาน ไม่อย่างนั้นเราคงแอบเด็ดมันออกจากต้นแหงๆ
จากทุ่งกระเจียวขาว เราเดินต่อไปเรื่อยๆ เส้นทางแฉะชื้นด้วยน้ำฝนที่หล่นโปรย แต่ไม่อันตรายเพราะไม่ลาดชัน เดินเปียกปอนไม่นานก็ถึง ทุ่งบัวสวรรค์ 1
หญ้าเพ็กสีเขียวๆ แซมซ่อนด้วยดอกกระเจียวสีชมพูบานสะพรั่งทั่วพื้นที่ วินาทีนี้อยากจะนั่งกางเฟรมตวัดพู่กันเขียนงานศิลป์ดีๆ สักภาพจริงๆ แต่นึกขึ้นได้ว่าเราวาดรูปไม่เป็นนี่หว่า จินตนาการเมื่อครู่เลยต้องลอยหายเข้ากลีบเมฆทะมึนๆ ไปซะอย่างนั้น
บริเวณทุ่งบัวสวรรค์ 1 เป็นพื้นที่ขนาดกว้าง คะเนด้วยสายตาน่าจะกว้างกว่า 30 ไร่ มีดอกกระเจียวบานลดหลั่นอยู่บนเนินเขา
เราค่อยๆ เดินตามทางเล็กๆ ขึ้นไปด้านบน มันค่อนข้างเหนื่อยพอสมควรเพราะต้องเดินขึ้นเนิน ใครความดันสูงก็ค่อยๆ เดินอย่างช้าๆ ไม่มีใครว่า แล้วค่อยมาพักที่ ผาอาทิตย์อัสดง จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งของอุทยานแห่งชาติไทรทอง แต่เราไม่ได้รอจนเย็นย่ำเพราะไม่ได้พักที่นี่ จึงต้องรีบเดินทางต่อก่อนที่พระอาทิตย์จะตกจริงๆ
ทุ่งบัวสวรรค์ 2 อยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก เดินไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึง บริเวณนี้ดอกกระเจียวกำลังค่อยๆ โรยรา เพราะว่าบานก่อนใครเพื่อน ซึ่งช่วงเวลาเบ่งบานของดอกกระเจียวนั้น เจ้าหน้าที่สื่อความหมายบอกว่า แต่ละดอกจะมีช่วงเวลาของการเบ่งบานนาน 20 วัน แต่กระเจียวทั้งทุ่งจะบานไม่พร้อมกัน พอดอกนี้บานเต็มที่ อีกดอกที่อายุครบกำหนดก็จะค่อยๆ ผลิดอกออกมา ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ค่อยผิดหวัง เมื่อมาชมดอกกระเจียวบานตามฤดู (ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม)
เดินจนขาเกือบล้าไปอีกพักใหญ่ นึกขอบใจที่วันนี้แดดไม่แรง ไม่อย่างนั้นมีหวังลมจับแน่ๆ เราได้หยุดพักอีกครั้งที่บริเวณผาหำหด จุดเสียวสุดยอดของอุทยานแห่งชาติไทรทอง ตอนที่เรามาถึงเย็นย่ำเต็มทน ผู้คนจึงหายไปไม่มีเหลือ ฉันกับเพื่อนทำใจสู้ เพราะมาถึงนี่แล้ว จะไม่แชะภาพกับชะง่อนหินบนผาหำหด ก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง ว่าแล้วก็กลั้นใจ (หวังจะให้ตัวเบา) แล้วขึ้นไปยืนภูมิใจกับภาพถ่ายบนผาหำหดทันที
ลมพัดพลิ้วเย็นสบาย ฉันบ่ายหน้าไปมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับทิวเขาไกลลิบ แดดตรงโน้นสว่างจ้า แต่ชะง่อนผาที่ฉันนั่งดูดำๆ มืดๆ ชอบกล เมื่อนึกขึ้นได้ว่าฤดูนี้มันฤดูฝนนี่นา พอแหงนหน้าขึ้นไปมองบนแผ่นฟ้า เท่านั้นแหละ ฝนก็เปาะแปะโปรยลงมาอีกห่าใหญ่
ป่ากลายสภาพเป็นสีขาวโพลนอีกแล้วเพราะฟองฝน พวกเราทุกคนรีบจ้ำอ้าวกลับไปที่รถ ขืนชักช้ากว่านี้มีหวังป่าสีขาวกลายสภาพเป็นป่าสีดำเพราะถูกรัตติกาลห่มคลุมแน่ๆ
ถ้าถึงตอนนั้นแล้ว แทนที่จะสนุกกลับจะกลายเป็นทุกข์ถนัดเสียมากกว่า
การเดินทาง-ที่พัก
ที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรทอง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดชัยภูมิ ประมาณ 70 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอหนองบัวระเหว ประมาณ 37 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 225 สายชัยภูมิ - นครสวรรค์ จะมีทางแยกขวามือเข้าไปน้ำตกไทรทองอีก 7 กิโลเมตร จากอุทยานแห่งชาติไทรทองต้องขับรถเข้าไปถึงจุดเริ่มเดินเท้า ซึ่งรถที่ขับเข้าไปได้ต้องเป็นรถกระบะเท่านั้น
หากใครนำรถเก๋งเข้ามาก็จอดไว้ที่ทำการอุทยานแล้วติดต่อรถกระบะที่ทางอุทยานเตรียมไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวไป-กลับ 550 บาท นั่งได้ 8-10 คน (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง)
สำหรับการเดินทางไปที่ทุ่งกระเจียวจะมี 2 ทาง คือ ทางเข้าฝั่งซับมงคลจะขึ้นไปที่จุดกางเต็นท์ บริเวณทุ่งบัวสวรรค์ 1 ทางค่อนข้างลำบาก ต้องเป็นรถ 4WD เท่านั้น ส่วนอีกทางเข้าฝั่งบริเวณลานกางเต็นท์หลังสัน (ลานกางเต็นท์ผาพ่อเมือง) เส้นนี้เป็นถนนลาดยาง แต่ต้องผ่านตาดยายติ้ม (ลำธาร) ไปก่อน ซึ่งรถเก๋งไม่สามารถข้ามได้ ต้องใช้รถกระบะเท่านั้น
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติไทรทอง โทร. 08-9282-3437 หรือ ททท. สำนักงานนครราชสีมา โทร. 0-4421-3666 และ 0-4421-3030
สำหรับที่พักมีทั้งบ้านและเต็นท์ บ้านพักให้บริการอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ และธารน้ำตก จำนวน 6 หลัง เป็นห้องพัดลมแบบ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พักได้หลังละ 9 คน ส่วนลานกางเต็นท์มีให้บริการ 3 จุด คือ บริเวณที่ทำการอุทยาน บริเวณลานกางเต็นท์หลังสัน (ลานกางเต็นท์ผาพ่อเมือง) และบริเวณทุ่งบัวสวรรค์ 1 หน่วยพิทักษ์อุทยานบ้านซับมงคล จองบ้านพักได้ที่ www.dnp.go.th หรือ โทร. 0-2562-0760